วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555


งานวิจัยในชั้นเรียน
การใช้แบบฝึกซ่อมเสริมทักษะการรับและส่งลูกบาสเกตบอล
_______________________________________________________
โดย
มิสชาณิดา มหาพรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
ช่วงชั้นที่2
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1
โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี
ปีการศึกษา 2552
PDF created with pdfFactory Pro trial version www.pdffactory.com
_________________________________________________________

                                                                     บทที่ 1
                                                                     บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของงานวิจัย
ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาพลศึกษา (บาสเกตบอล) ช่วงชั้นที่2 โดยเฉพาะเรื่อง
ทักษะพื้นฐานในการรับและส่งลูกบาสเกตบอล ผู้ศึกษาพบว่านักเรียนที่สอนส่วนใหญ่โดยเฉพาะนักเรียน
หญิงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ชมรมบาสเกตบอล จำนวน 10 คน ไม่สามารถปฏิบัติได้และเรียนรู้ได้ช้ากว่า
นักเรียนคนอื่น ๆ ขาดทักษะกระบวนการในการคิดรวบยอด ไม่เข้าใจความหมายและวิธีการต่าง ๆ ที่เป็น
พื้นฐานในการเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานในการรับและส่งลูกบาสเกตบอล ได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน
แต่ละครั้งมักได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดและถ้าไม่เร่งแก้ไขโดยด่วนจะมีผลกระทบต่อการเรียนรู้ใน
เนื้อหาอื่น ซึ่งจะต้องอาศัยการเชื่อมโยงจากความรู้เดิมเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้เนื้อหาใหม่ และนำไปสู่การ
เรียนรู้ในระดับชั้นที่สูงขึ้น

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อพัฒนาแผนการเรียนทักษะการรับและส่งลูกบาสเกตบอลที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบฝึกเพื่อซ่อมเสริม

ทักษะการรับและส่งลูกบาสเกตบอล
ตัวแปรที่ศึกษา
ตัวแปรต้น
นักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ชมรมบาสเกตบอล จำนวน 10 คน
ตัวแปรตาม
1. แบบฝึกเพื่อซ่อมเสริมทักษะการรับและส่งลูกบาสเกตบอล
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบฝึกเพื่อซ่อมเสริมทักษะการรับ
และส่งลูกบาสเกตบอล
PDF created with pdfFactory Pro trial version www.pdffactory.com
3. กรอบแนวคิดในการวิจัย



ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้
1. ทราบผลของการฝึกโดยใช้แบบฝึกเพื่อซ่อมเสริมทักษะการรับและส่งลูกบาสเกตบอล
2. ทราบรูปแบบการฝึกที่เหมาะสมสำหรับนักเรียน เพื่อพัฒนาทักษะเบื้องต้นในกีฬา
บาสเกตบอล อันเป็นทักษะสำคัญที่จะพัฒนาการเล่นในระดับที่สูงขึ้นต่อไป
3. นักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท1ี่ ชมรมบาสเกตบอลของโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรีมี
ทักษะเบื้องต้นในกีฬาบาสเกตบอล
4. นักเรียนสามารถนำทักษะนี้ไปใช้ร่วมกับทักษะอื่นในการเล่นได้
5. เพื่อทราบจุดบกพร่องของแบบฝึกเพื่อซ่อมเสริมทักษะการรับและส่งลูกบาสเกตบอล ที่จะ
สามารถปรับปรุงแบบฝึกในการที่จะนำไปใช้ต่อไป

แบบฝึกเพื่อซ่อมเสริมทักษะการรับและส่งลูกบาสเกตบอล
-การส่งลูกสองมือระดับอก -การรับลูกสองมือระดับอก
-การส่งลูกสองมือเหนือศีรษะ -การรับลูกสองมือเหนือศีรษะ
-การส่งลูกกระดอนแบบสองมือ -การรับลูกแบบกระดอน
-การส่งลูกมือเดียวแบบกระดอน
-การส่งลูกมือเดียวเหนือศีรษะ

เกณฑ์การประเมิน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบฝึก เพื่อซ่อม
เสริมทักษะการรับและส่งลูกบาสเกตบอล
PDF created with pdfFactory Pro trial version www.pdffactory.com


                                                                         บทที่2
                                                           วิธีการดำเนินการวิจัย
                                                           ขอบเขตของการวิจัย

1. กลุ่มเป้าหมาย
นักเรียนหญิง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ชมรมบาสเกตบอล ปีการศึกษา 2552 โรงเรียน
อัสสัมชัญธนบุรีที่มีทักษะพื้นฐานในการรับและส่งลูกบาสเกตบอล ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน
10 คน
2. ตัวแปรต้น
นักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ชมรมบาสเกตบอล จำนวน 10 คน
3. ตัวแปรตาม
     1. แบบฝึกเพื่อซ่อมเสริมทักษะการรับและส่งลูกบาสเกตบอล
     2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบฝึกเพื่อซ่อมเสริมทักษะการรับ
และส่งลูกบาสเกตบอล

วิธีการดำเนินการวิจัย
ระยะเวลาในการดำเนินงาน
13 พฤศจิกายน 2552 – 19 กุมภาพันธ์2553

ขั้นตอนการดำเนินงาน
1. คัดเฉพาะนักเรียนที่มีทักษะการรับและส่งลูกบาสเกตบอล ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
2. ฝึกทักษะการรับและส่งลูกบาสเกตบอล หลังจากคาบกิจกรรมชมรม จำนวนทั้งหมด 13 ครั้ง โดย
เรียนสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ระยะเวลา 40 นาที
3. ทดสอบการฝึกทักษะการรับและส่งลูกบาสเกตบอลหลังจากคาบกิจกรรมชมรม (สัปดาห์ที่13)
4. สรุปผลการวิจัย (สัปดาห์ที่14)
PDF created with pdfFactory Pro trial version www.pdffactory.com

                                                                                        ตารางการดำเนินการวิจัย



PDF created with pdfFactory Pro trial version www.pdffactory.com
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. แบบฝึกทักษะที่สร้างขึ้นเพื่อสังเกตพฤติกรรมและการสอบปฏิบัติการฝึกทักษะการรับรับ-ส่งลูก
บาสเกตบอล
2. แบบประเมินเจตคติของนักเรียนที่มีต่อครูผู้สอนวิชาบาสเกตบอล
PDF created with pdfFactory Pro trial version www.pdffactory.com


                                                                                  บทที่ 3
                                                                               ผลการวิจัย

 สถิติที่ใช้ในการวิจัย
1. การหาค่าเฉลี่ย (X)
2. การหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)
3. สถิติT-Test

การวิเคราะห์ข้อมูล
จากการศึกษาวิจัยในชั้นเรียนได้ศึกษาในกลุ่มนักเรียนหญิง ชมรมบาสเกตบอล ระดับชั้น
มัธยมศึกษาปีที่1 ภาคเรียนที่2/2552 โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรีที่มีทักษะการรับ-ส่ง บาสเกตบอล ต่ำกว่า
เกณฑ์มาตรฐาน จำนวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาด้านทักษะการรับ-ส่ง บาสเกตบอลของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ที่มีทักษะการรับ-ส่ง บาสเกตบอล ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ก่อน และหลังการฝึก มีความ
แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในรายการ 1.การส่งลูกสองมือระดับอก 2.การส่งลูกสอง
มือเหนือศีรษะ 3.การส่งลูกกระดอนแบบสองมือ 4.การส่งลูกมือเดียวแบบกระดอน 5.การส่งลูกมือเดียว
เหนือศีรษะ 6.การรับลูกสองมือระดับอก 7.การรับลูกสองมือเหนือศีรษะ 8.การรับลูกสองมือแบบกระดอน
PDF created with pdfFactory Pro trial version www.pdffactory.com
                                                 
                                                   แบบทดสอบการใช้แบบฝึกซ่อมเสริมทักษะการรับและส่งลูกบาสเกตบอล


จำนวนครั้ง/30 วินาที คะแนน
1-10 ต่ำ
11-20 ปานกลาง
21-29 ดี
30 ขึ้นไป ดีมาก
PDF created with pdfFactory Pro trial version www.pdffactory.com


                                                                           บทที่ 4
                                                                   สรุปผลการวิจัย
จากผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
จากการศึกษาวิจัยจะเห็นได้ว่านักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ที่มีทักษะการรับ-ส่ง
บาสเกตบอลต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน จำนวน 10 คน หลังจากฝึกทักษะการรรับ-ส่ง บาสเกตบอล นักเรียนมี
การพัฒนาทักษะการรับ-ส่ง บาสเกตบอลที่ดีขึ้น จำนวน 10 คน สามารถพัฒนาทักษะการรับ-ส่ง
บาสเกตบอล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย
1. ควรนำแบบฝึกซ่อมเสริมทักษะการรับและส่งลูกบาสเกตบอลไปฝึกให้นักเรียนกลุ่มที่สนใจ
เช่นการเรียนการสอนบาสเกตบอลในระดับชั้นอื่นๆ นักกีฬาบาสเกตบอลเป็นต้น
2. ควรมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักวิจัยกับครูพลศึกษาเพื่อหาแนวทางการพัฒนา
การวิจัยในชั้นเรียนทางพลศึกษา
3. ควรนำเครื่องมือ นวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาใช้และพัฒนารูปแบบการสอนทาง
พลศึกษา และงานวิจัย
PDF created with pdfFactory Pro trial version www.pdffactory.com

งานวิจัยชั้นเรียน วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา พ11101 ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2554
โดยมาสเตอร์จงดี สินบูรพา รหัสประจำตัว 10412
เรื่อง ปัญหาภาวะโรคอ้วนในเด็กประถมศึกษาปีที่1 /3 โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี
___________________________________________________________________________
สภาพของปัญหา
การบริโภคอาหารมื้อหลักของคนเราจำเป็นต้องบริโภคให้ครบทั้ง 3 มื้อ และสมดุลกันระหว่างอาหารทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะวัยเด็กที่ต้องการพลังงานและสารอาหารในการเจริญเติบโต อาหารว่างและขนมจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ เป็นส่วนเสริมให้เด็กได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าที่จำเป็นต่อร่างกาย อย่างไรก็ตามปัจจุบันอาหารว่างและขนมส่วนใหญ่มักมีแป้ง น้ำตาล และไขมันเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งให้เพียงพลังงาน แต่มีสารอาหารอื่นที่จำเป็นค่อนข้างน้อย จึงอาจส่งผลต่อภาวะโภชนาการและการเจริญเติบโตของเด็กได้

วัตถุประสงค์ในการวิจัย
เพื่อแก้ปัญหาภาวะโรคอ้วนในเด็กประถมศึกษาปีที่ 1/3 โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี
จากการทดสอบสมรรถภาพทางกาย ชั่งน้ำหนัก และวัดส่วนสูง ทำให้รู้ถึงเด็กที่มีภาวะโรคอ้วน 2 คน คือ ด.ช.ณัฐธเดชน์ แหงมงาม และ ด.ช.วัฒนา บัณฑิตย์นพรัตน์ ชั้นป.1/3 ที่มีภาวะโรคอ้วน คือน้ำนักมากเกินมาตรฐานที่กำหนด จากปัญหาเหล่านี้จึงทำให้เด็กนักเรียนประถมศีกษาปีที่ 1/3 มีภาวะโรคอ้วน ผู้วิจัยจึงนำเด็กทั้ง 2 คนนี้มาทำการลดไขมันส่วนที่เกินออก เพื่อให้มีร่างกายที่สมส่วน โดยการให้เด็กทั้ง 2 คนนี้ ออกกำลังกาย ด้วยการวิ่ง กระโดดตบ ซิทอัพในช่วงเวลาพักกลางวันทุกวัน เป็นเวลา 1 เดือน ปรากฏว่าน้ำหนักทั้ง 2 จาก46 กิโลกรัม ลดเหลือ 43
กิโลกรัม และอีกคนจาก 48 กิโลกรัม ลดเหลือ 45 กิโลกรัม ซึ่งจากการนำเด็กทั้ง2 คนนี้มาทำการออกกำลังกาย ภายในเดือนเดียว สามารถลดน้ำหนักได้ถึงคนละ 3 กิโลกรัม และถ้าสามารถทำได้เป็นประจำต่อเนื่อง ปัญหาภาวะโรคอ้วนของเด็กทั้ง 2 คนนี้ก็จะหายไป และกลับมาเป็นเด็กที่มีน้ำหนักตัวสมส่วน และสุขภาพแข็งแรงเหมือนคนปกติได้

ประโยชน์ที่จะได้รับ
1.ได้ทราบปัญหาของเด็กนักเรียนที่มีภาวะโรคอ้วนระดับประถมศึกษาปีที่ 1 /3 โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี
2.นำปัญหานี้มาใช้แก้ไข และพัฒนาเด็กที่มีภาวะโรคอ้วน ให้มีรูปร่างสมส่วนต่อไป และมีสุขภาพกาย และใจที่สมบูรณ์ต่อไปในวันข้างหน้า

วิธีการดำเนินการวิจัย
ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการนำผลจากการทดสอบสมรรถภาพทางกาย และการชั่งน้ำหนักส่วนสูง มาใช้ทำวิจัยในครั้งนี้

กลุ่มประชากร
กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 2 คนที่ผลจากการทดสอบสมรรถภาพทางกายในปี 2554 นี้ ผลสรุปว่ามีภาวะโรคอ้วน และควรที่จะนำมาเพื่อแก้ปัญหาในการออกกำลังกายตามกำหนดเวลา 1 เดือน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1.การวิ่ง 30 เมตรไปกลับวันละ 10 รอบ
2.กระโดดตบ วันละ 100 ครั้ง
3. ซิทอัพวันละ 10 -20 ครั้ง

การเก็บข้อมูล
ในการเก็บข้อมูล วิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้เวลาช่วงพักกลางวัน ของวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เป็นระยะเวลา 1 เดือน
คนที่มีภาวะอ้วน คือผู้ที่มีไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพในอัตราส่วนที่สูงในร่างกาย วิธีการวัดภาวะโรคอ้วนโดยมากจะคำนวณจากน้ำหนักและส่วนสูง ที่เรียกว่า "ดัชนีมวลกาย
หรือ body mass index (BMI)"
ค่า BMI คืออัตราส่วนระหว่าง
นอกจากนี้ค่า BMI ยังแสดงถึงภาวะอ้วนหรือภาวะน้ำหนักเกินได้แม่ยำกว่าการประเมินจากน้ำหนักอย่างเดียว แนวทางการประเมินค่า BMI ในผู้ที่มีอายุมากกว่า
หรือเท่ากับ 20 ปี มีดังนี้
<18.5
ผอม (underweight)
18.5-24.9
สมส่วน (healthy)
25-29.9
น้ำหนักเกิน (overweight)
>30
ภาวะอ้วน (obese)
แผนภูมิแสดงการวัดค่า BMI จากน้ำหนักและส่วนสูงในผู้ที่อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 20 ปี



เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่รูปร่างสมส่วนแล้ว ผู้ที่น้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วนมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ มากขึ้น ได้แก่ โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง,
โรคหัวใจหลอดเลือด, โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังทำให้อายุขัยสั้นลงด้วย

สรุปผลและข้อเสนอแนะ
“จากการศึกษาพบว่ากลุ่มเป้าหมายการวิจัยคือเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 มีพฤติกรรมทางโภชนาการที่น่าเป็นห่วง คือ นิยมบริโภคขนมซองที่มีแป้งและไขมันปริมาณมาก โดยบริโภคเฉลี่ยวันละ 3-4 ครั้ง ส่วนเครื่องดื่มที่นิยมบริโภคมากที่สุด คือ น้ำอัดลม
โดยเฉลี่ยเด็กได้รับพลังงานจากขนมและอาหารว่างประมาณ 495 กิโลแคลอรี หรือเทียบเท่าร้อยละ 30 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน ซึ่งมากกว่าปริมาณมาตรฐานที่ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยกำหนดไว้ ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินนี้เป็นไขมันได้”

ดังนั้นการมีภาวะโภชนาการที่ดีและถูกต้อง นอกจากผู้ปกครองจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนี้ดีแล้ว กุมารแพทย์หรือนักโภชนาการเองก็จะต้องมีการรณรงค์ให้ความรู้และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกชนิดและปริมาณอาหารว่างและขนมอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ก็ควรเน้นเรื่องอาหารหลักที่รับประทาน การปรับกิจวัตรประจำวันและการออกกำลังกายให้เหมาะสมควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้เด็กมีภาวะโภชนาการที่ดี หลีกเลี่ยงโรคอ้วนหรือภาวะผอมซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการต่อไปนั่นเอง